คู่มือ 🇹🇭 ประเทศไทย

คู่มือภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไทย: เมื่อไรต้องจด เก็บ และยื่นอย่างไร

คู่มือ VAT 7% ฉบับสมบูรณ์: ใครต้องจดทะเบียน คำนวณและเรียกเก็บยังไง ยื่นแบบเมื่อไร และขอภาษีซื้อคืนอย่างไร

สว
สรวิชญ์ วรานิช
11 นาที อัปเดตเมื่อ 16 เมษายน 2569

VAT ในประเทศไทยคืออะไร?

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax หรือ VAT) คือภาษีการบริโภคที่เก็บในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงการขายปลีกสู่ผู้บริโภคคนสุดท้าย ในประเทศไทย VAT อยู่ภายใต้ ประมวลรัษฎากร (ภาค 4) และบริหารจัดการโดย กรมสรรพากร ทุกครั้งที่สินค้าหรือบริการเปลี่ยนมือในเชิงพาณิชย์ ผู้ขายมีหน้าที่เก็บ VAT จากผู้ซื้อและนำส่งรัฐบาล

ประเทศไทยเริ่มใช้ระบบ VAT ในปี พ.ศ. 2535 แทนที่ภาษีธุรกิจการค้า (Business Tax) เดิม อัตราตามกฎหมายที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรคือ 10% แต่รัฐบาลได้ลดอัตราเหลือ 7% มาตั้งแต่ปี 2540 ผ่านพระราชกฤษฎีกาที่ต่ออายุต่อเนื่องกันมา และยังคงบังคับใช้ในปัจจุบัน

VAT ไหลผ่านห่วงโซ่อุปทานอย่างไร

VAT เป็นภาษีหลายขั้นตอน แต่ภาระภาษีทั้งหมดตกที่ผู้บริโภคคนสุดท้าย ตัวอย่างง่ายๆ:

  1. โรงงาน ผลิตเมล็ดกาแฟและขายให้ผู้ค้าส่งราคา ฿100 + VAT ฿7 = ฿107 โรงงานนำส่งกรมสรรพากร ฿7
  2. ผู้ค้าส่ง ซื้อมาที่ ฿107 และขายให้ร้านกาแฟที่ ฿200 + VAT ฿14 = ฿214 นำส่งกรมสรรพากร ฿14 − ฿7 (หักภาษีซื้อ) = ฿7 สุทธิ
  3. ร้านกาแฟ ซื้อมาที่ ฿214 และขายให้ลูกค้าที่ ฿400 + VAT ฿28 = ฿428 นำส่งกรมสรรพากร ฿28 − ฿14 = ฿14 สุทธิ

VAT รวมทุกขั้นตอน (฿7 + ฿7 + ฿14 = ฿28) เท่ากับ 7% ของราคาขายสุดท้ายพอดี กลไกการหักภาษีซื้อนี้คือหัวใจของระบบ VAT — แต่ละธุรกิจจ่ายเฉพาะ VAT สุทธิบน มูลค่าที่ตนเองเพิ่มขึ้น เท่านั้น

ใครต้องจดทะเบียน VAT?

เกณฑ์รายได้ 1.8 ล้านบาท

บุคคลหรือนิติบุคคลใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือธุรกิจต่างชาติ ที่ขายสินค้าหรือให้บริการในประเทศไทยและมี รายรับต่อปีเกิน 1,800,000 บาท จากกิจกรรมที่อยู่ในข่าย VAT จะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เกณฑ์นี้ใช้กับรายรับรวมจากทุกกิจกรรมที่อยู่ในบังคับ VAT

เกณฑ์ 1.8 ล้านบาทนับสะสมต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องเป็นปีปฏิทิน ถ้าเปิดกิจการเดือนกรกฎาคมและรายรับถึง 1.8 ล้านบาทในเดือนพฤศจิกายน ต้องจดทะเบียนในเดือนนั้น ไม่ใช่รอถึงต้นปีถัดไป

ใครได้รับยกเว้นไม่ต้องจดทะเบียน?

แม้รายรับจะเกิน 1.8 ล้านบาท กิจการบางประเภท ได้รับยกเว้น VAT โดยสิ้นเชิง จึงไม่ต้องจดทะเบียน:

  • กิจการที่ รายรับทั้งหมด มาจากสินค้าหรือบริการที่ได้รับยกเว้น VAT (ดูหัวข้อ รายการที่ได้รับยกเว้น)
  • ผู้ค้ารายย่อยบางรายที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด
  • องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรและหน่วยงานราชการบางประเภท

การจดทะเบียนโดยสมัครใจ

กิจการที่มีรายรับ ต่ำกว่า 1.8 ล้านบาท สามารถจดทะเบียน VAT โดยสมัครใจได้ ซึ่งมีประโยชน์เชิงกลยุทธ์ดังนี้:

  • ขอคืนภาษีซื้อ: VAT ที่จ่ายในการซื้อของเพื่อธุรกิจสามารถนำมาหักได้ ลดต้นทุนที่แท้จริง
  • ภาพลักษณ์ทางธุรกิจ: ลูกค้าองค์กรที่จดทะเบียน VAT เองต้องการใบกำกับภาษีเต็มรูปเพื่อใช้ขอคืนภาษีซื้อ ร้านค้าที่จด VAT จึงน่าเชื่อถือกว่าในสายตาลูกค้า B2B
  • การเงินและสัญญา: การจด VAT เสริมความน่าเชื่อถือสำหรับการขอสินเชื่อและสัญญากับภาครัฐ

ข้อเสียคือภาระด้านการบริหาร ได้แก่ การยื่นแบบรายเดือน การเก็บรักษาเอกสาร และข้อกำหนดด้านใบกำกับภาษี

VAT ทำงานอย่างไร: ภาษีขายและภาษีซื้อ

เมื่อจดทะเบียน VAT แล้ว ทุกธุรกรรมในกิจการจะมีมิติ VAT สองด้าน: ภาษีขาย (สิ่งที่เราเก็บจากลูกค้า) และ ภาษีซื้อ (สิ่งที่เราจ่ายให้ซัพพลายเออร์) จำนวนสุทธิที่นำส่งกรมสรรพากรคือส่วนต่างของทั้งสอง

ภาษีขาย (Output Tax)

ภาษีขายคือ VAT ที่ เรียกเก็บจากลูกค้า เมื่อขายสินค้าหรือให้บริการ เช่น ออกใบกำกับภาษีมูลค่า ฿1,000 + VAT 7% ลูกค้าจ่าย ฿1,070 โดย ฿70 คือภาษีขาย ซึ่งเป็นเงินของรัฐที่เราเก็บแทนชั่วคราว

ภาษีซื้อ (Input Tax)

ภาษีซื้อคือ VAT ที่ จ่ายให้ซัพพลายเออร์ เมื่อซื้อสินค้าหรือบริการเพื่อธุรกิจ เช่น ซื้อวัตถุดิบ ฿500 + VAT 7% = ฿535 โดย ฿35 คือภาษีซื้อที่สามารถนำมาหักออกจากภาษีขายที่ต้องนำส่ง

VAT สุทธิที่ต้องนำส่ง

VAT ที่ต้องชำระ = ภาษีขาย − ภาษีซื้อ

ถ้าผลเป็นบวก ต้องนำส่งกรมสรรพากร ถ้าผลเป็นลบ มีสิทธิ์ขอคืนหรือนำไปหักเดือนถัดไป

ตัวอย่างจริง: ร้านกาแฟในเดือนหนึ่ง

ยอดขาย (ภาษีขาย):

  • ยอดขายกาแฟและอาหาร (รวม VAT): ฿50,000
  • ภาษีขายที่เก็บจากลูกค้า: ฿50,000 ÷ 1.07 × 0.07 = ฿3,271

ยอดซื้อ (ภาษีซื้อ):

  • เมล็ดกาแฟ นม น้ำตาล: ฿10,000 + VAT → ภาษีซื้อ ฿700
  • บรรจุภัณฑ์: ฿5,000 + VAT → ภาษีซื้อ ฿350
  • อุปกรณ์ทำความสะอาด: ฿1,000 + VAT → ภาษีซื้อ ฿70

รวมภาษีซื้อ = ฿700 + ฿350 + ฿70 = ฿1,120

VAT สุทธิที่ต้องนำส่ง: ฿3,271 (ภาษีขาย) − ฿1,120 (ภาษีซื้อ) = ฿2,151 นำส่งกรมสรรพากร

ร้านกาแฟได้รับรายได้จริง ฿50,000 − ฿3,271 = ฿46,729 ส่วน ฿2,151 เป็นเงิน VAT สุทธิที่ส่งต่อให้รัฐบาล

วิธีคำนวณ VAT

มีสองสถานการณ์ที่พบบ่อย: การบวก VAT เข้าไปในราคา (เมื่อกำหนดราคาขาย) และการแยก VAT ออกจากราคารวม (เมื่อต้องหาส่วน VAT จากยอดที่รับมา)

บวก VAT เข้าไปในราคา (ราคาก่อน VAT → ราคารวม VAT)

ราคารวม VAT = ราคาก่อน VAT × 1.07

ใช้เมื่อราคาที่อ้างอิงยังไม่รวม VAT และต้องการบวก VAT เข้าไป

ตัวอย่าง: ให้บริการที่ปรึกษาราคา ฿20,000 (ก่อน VAT) ยอดในใบกำกับภาษีคือ: ฿20,000 × 1.07 = ฿21,400 (ในนั้น ฿1,400 คือ VAT)

แยก VAT ออกจากราคารวม VAT

ยอด VAT = ราคารวม VAT ÷ 1.07 × 0.07

ใช้เมื่อราคาที่ได้รับมารวม VAT แล้ว และต้องการทราบว่า VAT คือเท่าไร

ตัวอย่าง: ลูกค้าจ่าย ฿5,350 รวมทุกอย่าง ยอด VAT คือ: ฿5,350 ÷ 1.07 × 0.07 = ฿350 (ราคาก่อน VAT = ฿5,000)

ตารางอ้างอิงด่วน

ราคาก่อน VAT (฿)VAT 7% (฿)ราคารวม VAT (฿)
1007107
50035535
1,000701,070
5,0003505,350
10,00070010,700
50,0003,50053,500
100,0007,000107,000
500,00035,000535,000
1,000,00070,0001,070,000

VAT สำหรับสินค้านำเข้า

ถ้านำเข้าสินค้ามาจากต่างประเทศ VAT 7% คำนวณจาก ราคา CIF บวกอากรขาเข้า:

VAT นำเข้า = (ราคา CIF + อากรขาเข้า) × 7%

CIF = ราคาสินค้า + ค่าประกันภัย + ค่าขนส่ง ชำระที่กรมศุลกากร ไม่ใช่กรมสรรพากร

VAT นำเข้าที่ชำระไว้กับกรมศุลกากรสามารถนำมาเป็นภาษีซื้อในแบบ ภ.พ.30 ได้ หากมีเอกสารศุลกากรครบถ้วน

สินค้าและบริการที่ได้รับยกเว้น VAT

ไม่ใช่ทุกอย่างจะต้องเสีย VAT ประมวลรัษฎากรแบ่งออกเป็นสองประเภท: รายการที่ ได้รับยกเว้น (ไม่ต้องเสีย VAT เลย) และรายการที่ใช้ อัตราศูนย์ (VAT 0%) ความแตกต่างนี้สำคัญมาก เพราะผู้ที่ขายสินค้า 0% ยังสามารถจด VAT และขอคืนภาษีซื้อได้ แต่ผู้ขายสินค้าที่ได้รับยกเว้นโดยทั่วไปไม่สามารถทำได้

รายการอัตราศูนย์ (0%)

รายการเหล่านี้อยู่ในบังคับ VAT แต่คิดที่ 0% ผู้ขายสามารถจด VAT และขอคืนภาษีซื้อได้เต็มที่

ประเภทตัวอย่าง
สินค้าส่งออกสินค้าทุกประเภทที่ส่งออกจากประเทศไทย
บริการระหว่างประเทศบริการที่ให้แก่ผู้ใช้ในต่างประเทศ
การขนส่งระหว่างประเทศสายการบิน บริษัทเดินเรือ
สินค้าขายให้สถานทูตตามสิทธิทางการทูต

รายการที่ได้รับยกเว้น VAT

รายการที่ได้รับยกเว้นอยู่นอกระบบ VAT โดยสิ้นเชิง ผู้ขายสินค้า/บริการที่ได้รับยกเว้นไม่สามารถจด VAT และขอคืนภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมนั้นได้

ประเภทรายการเฉพาะ
เกษตรกรรมสินค้าเกษตรแปรรูปขั้นต้น สัตว์มีชีวิต สัตว์น้ำ พืชผล (ยังไม่ผ่านกระบวนการ)
ปัจจัยการผลิตปุ๋ย อาหารสัตว์ ยาฆ่าแมลง สารเคมีทางการเกษตร
สื่อสิ่งพิมพ์หนังสือพิมพ์ นิตยสาร หนังสือเรียน
การศึกษาบริการการศึกษาจากสถาบันที่ได้รับอนุญาต
สาธารณสุขบริการทางการแพทย์ บริการห้องปฏิบัติการทางคลินิก
การขนส่งการขนส่งผู้โดยสารภายในประเทศ (รถโดยสาร รถไฟ เรือโดยสาร)
การเงินบริการธนาคาร (ดอกเบี้ยเงินฝาก/กู้) เบี้ยประกันชีวิต ซื้อขายหลักทรัพย์
อสังหาริมทรัพย์การให้เช่าที่อยู่อาศัย (เช่าเพื่อพาณิชย์ต้องเสีย VAT)
ราชการสินค้าที่ส่วนราชการจำหน่ายโดยไม่มุ่งหากำไร

การยื่นและชำระ VAT รายเดือน

แบบ ภ.พ.30 — แบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม

ผู้จดทะเบียน VAT ทุกรายต้องยื่น แบบ ภ.พ.30 เดือนละหนึ่งครั้ง ครอบคลุมธุรกรรมทั้งหมดในเดือนปฏิทินนั้น ไม่มีตัวเลือกรายไตรมาส — การยื่นรายเดือนเป็นข้อบังคับสำหรับทุกขนาดกิจการ

กำหนดเวลายื่น:

ช่องทางการยื่นกำหนดเวลา
ยื่นกระดาษที่สำนักงานสรรพากรวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
ยื่นออนไลน์ผ่าน efiling.rd.go.thวันที่ 23 ของเดือนถัดไป

ข้อมูลที่ต้องกรอกในแบบ ภ.พ.30

  • ยอดภาษีขายรวม — VAT ทั้งหมดที่เก็บจากการขายในเดือนนั้น
  • ยอดภาษีซื้อรวม — VAT ทั้งหมดที่จ่ายในการซื้อเพื่อกิจการในเดือนนั้น
  • VAT สุทธิที่ต้องนำส่ง — ส่วนต่าง หรือยอดขอคืน
  • รายละเอียดยอดขายอัตราศูนย์และยอดขายที่ได้รับยกเว้น (แยกรายงาน)

กิจการที่มีหลายสาขา

ถ้ามีมากกว่าหนึ่งสาขา สามารถเลือกยื่น:

  1. แบบรวม สำหรับทุกสาขาที่สำนักงานใหญ่
  2. แบบแยก สำหรับแต่ละสาขาที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่

กิจการที่มีหลายสาขาส่วนใหญ่เลือกยื่นรวมเพื่อความสะดวกในการบริหาร

การเก็บรักษาเอกสาร VAT

ต้องเก็บรักษาใบกำกับภาษีทั้งที่ออกและที่รับมา รวมถึงสมุดรายวัน VAT และเอกสารประกอบ อย่างน้อย 5 ปี นับจากวันที่ยื่นแบบ กรมสรรพากรสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ภายใน 5 ปี การเก็บเอกสารดิจิทัลได้รับการยอมรับ แต่ต้องอ่านได้ชัดเจนและครบถ้วน

ข้อกำหนดในใบกำกับภาษีเต็มรูป

ทุกการขายให้ลูกค้าที่จด VAT ต้องออก ใบกำกับภาษีเต็มรูป ที่มีรายการดังนี้:

  • คำว่า “ใบกำกับภาษี” แสดงชัดเจน
  • ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของผู้ขาย
  • ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ซื้อ (ถ้ามี)
  • เลขที่และวันที่ใบกำกับภาษี
  • รายการสินค้า/บริการ จำนวน และราคาต่อหน่วย
  • มูลค่าสินค้าและยอด VAT แยกแสดงชัดเจน
  • ยอดรวมทั้งสิ้นรวม VAT

การขอคืนภาษีซื้อ

เมื่อไรที่จะได้คืนภาษี

ถ้าภาษีซื้อเดือนใดสูงกว่าภาษีขาย — ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยสำหรับผู้ส่งออก กิจการที่อยู่ในช่วงลงทุนเริ่มต้น หรือกิจการที่มีการซื้อครั้งเดียวจำนวนมาก — มีสิทธิ์ขอ คืนภาษี จากกรมสรรพากร

เมื่อมีภาษีซื้อส่วนเกิน มีสองทางเลือก:

  1. ยกยอดไปเดือนถัดไป เพื่อหักกับภาษีขายเดือนต่อๆ ไป
  2. ขอคืนเป็นเงินสด โดยเลือกตัวเลือกขอคืนในแบบ ภ.พ.30

กิจการส่วนใหญ่ยกยอดเล็กน้อยจากเดือนเป็นเดือน การขอคืนเงินสดพบบ่อยในหมู่ผู้ส่งออกที่มีภาษีซื้อสูงและภาษีขายเป็นศูนย์อย่างต่อเนื่อง

กระบวนการขอคืนภาษี

เมื่อยื่นขอคืนเงินสด กรมสรรพากรจะ:

  1. ตรวจสอบแบบ ภ.พ.30 และเอกสารประกอบ
  2. ทำการตรวจสอบโต๊ะ (และบางกรณีตรวจสอบภาคสนาม) เพื่อยืนยันภาษีซื้อ
  3. คืนเงินภายใน 30 วัน สำหรับกรณีความเสี่ยงต่ำ หรือ 90 วัน สำหรับกรณีที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม

สถานการณ์ที่พบบ่อยเมื่อได้คืนภาษี

  • ผู้ส่งออก: ยอดขายอัตราศูนย์ทำให้ภาษีขายเป็น ฿0 ขณะที่ภาษีซื้อจากต้นทุนการผลิตสูง
  • การลงทุนในสินทรัพย์: การซื้อเครื่องจักร อุปกรณ์ หรืออาคาร ทำให้ภาษีซื้อพุ่งสูงชั่วคราว
  • ธุรกิจตามฤดูกาล: เดือนที่ยอดขายน้อยแต่ยังมีการซื้อวัตถุดิบต่อเนื่อง
  • ช่วงเริ่มกิจการ: เดือนแรกๆ มักมีต้นทุนตั้งต้นสูงก่อนที่รายได้จะเพิ่มขึ้น

ภาษีซื้อที่ขอคืนไม่ได้

ไม่ใช่ VAT ทุกบาทที่จ่ายไปจะเป็นภาษีซื้อที่ขอได้ รายการต่อไปนี้เป็น ภาษีซื้อต้องห้าม:

สถานการณ์เหตุผลที่ขอคืนไม่ได้
การซื้อเพื่อใช้ส่วนตัวไม่ใช่เพื่อกิจการ
ค่าบันเทิงเกิน ฿1,000 ต่อครั้งต่อคนกฎหมายกำหนดขีดจำกัด
ซื้อรถยนต์นั่งส่วนบุคคล (ไม่เกิน 10 ที่นั่ง)ได้รับยกเว้นเฉพาะโดยกฎหมาย
ซื้อจากผู้ขายที่ไม่ได้จด VATไม่มีใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง
ใบกำกับภาษีที่ไม่สมบูรณ์หรือไม่ถูกต้องขาดรายการที่กฎหมายกำหนด

บทลงโทษ: ไม่จด ไม่ยื่น ยื่นช้า

ไม่จดทะเบียน VAT

หากรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทแล้วไม่จดทะเบียนภายใน 30 วัน จะต้องรับผิดชอบ:

  • VAT ย้อนหลังทั้งหมด นับจากวันที่ควรจะจดทะเบียน
  • เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน ของ VAT ที่ค้างชำระ
  • ค่าปรับสูงสุด ฿2,000 สำหรับความผิดฐานไม่จดทะเบียน

ตัวอย่าง: กิจการที่มีรายรับ ฿200,000/เดือน และไม่ได้จด VAT เป็นเวลา 6 เดือน จะมี VAT ค้างชำระประมาณ ฿84,000 (7% × 12 เดือน × ฿200,000) บวกกับเงินเพิ่มอีก

ยื่นแบบ ภ.พ.30 ช้า

ความผิดบทลงโทษ
ยื่นหลังวันที่ 15 (หรือ 23 สำหรับ e-filing) แต่ชำระภาษีครบค่าปรับ ฿500
ยื่นช้าพร้อมภาษีค้างชำระค่าปรับ ฿500 + เงินเพิ่ม 1.5%/เดือน ของยอดค้างชำระ
ไม่ยื่นแบบค่าปรับ ฿500 ถึง ฿5,000 (เจ้าหน้าที่เป็นผู้กำหนด) + เงินเพิ่ม

ออกใบกำกับภาษีเท็จหรือไม่ถูกต้อง

การออกใบกำกับภาษีที่แสดงยอด VAT เกินความเป็นจริง (เพื่อสร้างภาษีซื้อปลอมให้ผู้ซื้อ) ถือเป็นความผิดร้ายแรง:

  • ดำเนินคดีอาญา ตามประมวลรัษฎากร
  • ค่าปรับไม่น้อยกว่า 2 เท่า ของยอดที่แสดงเกิน
  • อาจถูกจำคุกในกรณีร้ายแรง

การประเมินภาษีเพิ่มเติม

การแจ้งรายได้ต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างจงใจเพื่อลดภาษีขายอาจส่งผลให้:

  • ประเมินภาษีเพิ่มพร้อมเงินเพิ่ม 1.5%/เดือน
  • เบี้ยปรับเพิ่ม 100% ถึง 200% ของภาษีที่ค้างชำระ (ขึ้นอยู่กับเจตนาและดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่)

การเปิดเผยข้อมูลโดยสมัครใจช่วยลดโทษ

หากพบว่าเคยยื่นข้อมูลผิดพลาดหรือขาดการยื่น การ แจ้งให้กรมสรรพากรทราบก่อนที่จะถูกตรวจสอบ จะช่วยลดบทลงโทษได้อย่างมีนัยสำคัญ กรมสรรพากรมีโปรแกรมสมัครใจชำระ (Voluntary Compliance) อย่างเป็นทางการ ควรปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือนักบัญชีภาษีที่มีความเชี่ยวชาญ

สรุปภาระหน้าที่ VAT

ภาระหน้าที่กำหนดเวลาบทลงโทษหากไม่ปฏิบัติ
จดทะเบียนเมื่อรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทภายใน 30 วันVAT ย้อนหลัง + เงินเพิ่ม 1.5%/เดือน + ค่าปรับ ฿2,000
ยื่นแบบ ภ.พ.30วันที่ 15 (กระดาษ) / 23 (e-filing)ค่าปรับ ฿500 + เงินเพิ่ม 1.5%/เดือน
ออกใบกำกับภาษีณ เวลาที่ขายผู้ซื้อขอคืนภาษีไม่ได้ + ค่าปรับสำหรับผู้ขาย
เก็บรักษาเอกสาร5 ปีนับจากวันยื่นเสี่ยงต่อการถูกตรวจสอบ และไม่สามารถพิสูจน์ยอดได้

การเข้าใจภาระหน้าที่ด้าน VAT ตั้งแต่วันแรกที่รายรับถึงเกณฑ์เป็นสิ่งสำคัญมาก ภาระการปฏิบัติตามกฎหมายมีระดับที่จัดการได้ แต่บทลงโทษหากไม่ปฏิบัติตามนั้นหนักกว่ามาก รักษาเอกสารให้ครบถ้วน ยื่นแบบตรงเวลา และใช้ e-Filing เพื่อให้ได้เวลาเพิ่มเติมทุกเดือน

คำถามที่พบบ่อย

อัตรา VAT ในประเทศไทยคือเท่าไร?

ปัจจุบัน VAT ไทยอยู่ที่ 7% (ลดจากอัตราปกติ 10%) อัตรานี้ถูกต่ออายุซ้ำๆ และใช้กับสินค้าและบริการส่วนใหญ่ สินค้าส่งออกใช้อัตรา 0% ส่วนสินค้าบางประเภทเช่น สินค้าเกษตรแปรรูป หนังสือ และบริการการศึกษาได้รับยกเว้น VAT

ใครต้องจดทะเบียน VAT?

ผู้ประกอบการที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1,800,000 บาทต่อปีต้องจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วันนับจากวันที่รายรับถึงเกณฑ์ ผู้ที่รายรับต่ำกว่าเกณฑ์สามารถจดทะเบียนโดยสมัครใจได้

ภาษีขายและภาษีซื้อต่างกันอย่างไร?

ภาษีขาย (Output Tax) คือ VAT ที่คุณเรียกเก็บจากลูกค้า (7% ของราคาขาย) ภาษีซื้อ (Input Tax) คือ VAT ที่คุณจ่ายให้ซัพพลายเออร์ VAT ที่ต้องจ่าย = ภาษีขาย − ภาษีซื้อ ถ้าภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย มีสิทธิ์ขอคืนภาษีได้

ยื่น VAT เมื่อไรและอย่างไร?

ต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 รายเดือนภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป เช่น VAT เดือนมกราคมต้องยื่นภายใน 15 กุมภาพันธ์ หากยื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing ขยายเวลาเป็นวันที่ 23 ของเดือนถัดไป

สินค้าและบริการอะไรบ้างที่ได้รับยกเว้น VAT?

รายการที่ได้รับยกเว้น VAT ได้แก่ สินค้าเกษตรแปรรูปขั้นต้น สัตว์มีชีวิต ปุ๋ย หนังสือและสิ่งพิมพ์ บริการการศึกษา บริการทางการแพทย์ การขนส่งในประเทศ บริการธนาคาร และบริการประกันภัย (สินค้าส่งออกใช้ 0% ไม่ใช่ยกเว้น)

เครื่องมือที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง