คู่มือ 🇺🇸 สหรัฐอเมริกา

วิธี Refinance สินเชื่อบ้านสหรัฐและประหยัดกว่า $10,000

คู่มือทีละขั้นตอนสำหรับ Refinance สินเชื่อบ้านในสหรัฐ — ควรทำเมื่อไร ค่าใช้จ่ายเท่าไร และวิธีหา Rate ที่ดีที่สุด

สว
สรวิชญ์ วรานิช
12 นาที อัปเดตเมื่อ 1 เมษายน 2569

บทความนี้มีลิงก์พันธมิตร เราอาจได้ค่าคอมมิชชั่นโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มสำหรับคุณ

การรีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้าน (Mortgage Refinancing) คืออะไร?

การรีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้านอาจช่วยคุณประหยัดได้ $200-500 ต่อเดือน แต่จะคุ้มค่าก็ต่อเมื่อทำถูกจังหวะและหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายแฝงที่กัดกินเงินที่ประหยัดได้ หากตัดสินใจผิดพลาด อาจทำให้เสียเงินมากกว่าการคงสินเชื่อเดิมไว้

การรีไฟแนนซ์คือการแทนที่สินเชื่อบ้านเดิมด้วยสินเชื่อใหม่ โดยทั่วไปเพื่อให้ได้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง ค่างวดรายเดือนที่ลดลง หรือระยะเวลาผ่อนชำระที่แตกต่าง คุณปิดสินเชื่อเก่าด้วยเงินจากสินเชื่อใหม่ และผู้ให้กู้จะจดทะเบียนสิทธิ์จำนองใหม่บนบ้านของคุณ

เหตุผลที่พบบ่อยที่สุดในการรีไฟแนนซ์คือ อัตราดอกเบี้ยตลาดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หากอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านลดลง 0.75-1% หรือมากกว่าตั้งแต่ที่คุณซื้อบ้าน การรีไฟแนนซ์อาจช่วยประหยัดเงินหลายหมื่นดอลลาร์ตลอดอายุสัญญา สำหรับสินเชื่อ $350,000 การลดดอกเบี้ยจาก 7.25% เหลือ 6.0% ช่วยประหยัดได้ถึง $87,360 ตลอด 30 ปี

ควรรีไฟแนนซ์เมื่อไร?

ไม่ใช่ว่าทุกครั้งที่ดอกเบี้ยลดลงจะคุ้มค่าในการรีไฟแนนซ์ ค่าปิดสินเชื่อ (Closing Costs) ระยะเวลาผ่อนที่เหลือ และแผนการอยู่อาศัยล้วนส่งผลต่อการตัดสินใจ

เมื่อรีไฟแนนซ์คุ้มค่า

  • ดอกเบี้ยลดลง 0.75-1% ขึ้นไป จากอัตราปัจจุบัน ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานที่ทำให้คุ้มทุนภายใน 2-3 ปี
  • คุณตั้งใจอยู่บ้านหลังนี้ ต่อไปหลังจากถึงจุดคุ้มทุน (Break-Even Point) ซึ่งปกติอยู่ที่ 18-36 เดือน
  • คะแนนเครดิต (Credit Score) ดีขึ้น ตั้งแต่กู้ครั้งแรก เช่น จาก 680 เป็น 740+ อาจได้ดอกเบี้ยต่ำลง 0.25-0.5%
  • ต้องการเปลี่ยนประเภทสินเชื่อ เช่น จากดอกเบี้ยลอยตัว (ARM - Adjustable-Rate Mortgage) เป็นดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) ก่อนที่ดอกเบี้ยจะถูกปรับขึ้น
  • ต้องการลดระยะเวลาผ่อน เช่น จาก 30 ปีเหลือ 15 ปี เพื่อสร้าง Equity เร็วขึ้นและประหยัดดอกเบี้ยรวม
  • ต้องการเงินสด ผ่าน Cash-Out Refinance เพื่อปรับปรุงบ้าน รวมหนี้ หรือค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่

เมื่อรีไฟแนนซ์ไม่คุ้มค่า

  • คุณจะขายบ้านภายใน 1-2 ปี จะไม่คุ้มกับค่าปิดสินเชื่อ
  • คะแนนเครดิตลดลงอย่างมาก ตั้งแต่กู้ครั้งแรก อาจได้อัตราดอกเบี้ยที่แย่กว่าเดิม
  • ใกล้ผ่อนหมดแล้ว เช่น อยู่ในปีที่ 22 ของสินเชื่อ 30 ปี เงินงวดส่วนใหญ่ตัดเงินต้นอยู่แล้ว การรีไฟแนนซ์จะรีเซ็ตตารางดอกเบี้ย
  • เพิ่งรีไฟแนนซ์ไปไม่นาน การรีไฟแนนซ์แต่ละครั้งจะรีเซ็ตตารางผ่อนชำระ (Amortization Schedule) ใหม่
สถานการณ์ดอกเบี้ยเดิมดอกเบี้ยใหม่ประหยัด/เดือนจุดคุ้มทุนคำแนะนำ
คุ้มค่ามาก7.25%6.0%$21026 เดือนรีไฟแนนซ์
พอคุ้ม6.5%6.0%$9558 เดือนคุ้มหากอยู่อีก 5+ ปี
ไม่คุ้ม6.25%6.0%$47117 เดือนข้ามไป — ประหยัดน้อยเกินไป

ลองใช้ เครื่องมือคำนวณสินเชื่อบ้าน เพื่อเปรียบเทียบค่างวดเดิมกับค่างวดใหม่แบบเคียงข้างกัน

การคำนวณจุดคุ้มทุน (Break-Even Calculation)

ก่อนตัดสินใจรีไฟแนนซ์ ต้องคำนวณจุดคุ้มทุน (Break-Even Point) ให้ชัดเจน ซึ่งคือจำนวนเดือนที่เงินที่ประหยัดได้ต่อเดือนจะชดเชยค่าปิดสินเชื่อ นี่คือตัวเลขสำคัญที่สุดในการตัดสินใจรีไฟแนนซ์

จุดคุ้มทุน (เดือน) = ค่าปิดสินเชื่อทั้งหมด ÷ เงินที่ประหยัดต่อเดือน

จำนวนเดือนจนกว่าการรีไฟแนนซ์จะคุ้มค่า

ตัวอย่างการคำนวณ

รายการจำนวน
ค่างวดเดิม$1,850/เดือน ที่ดอกเบี้ย 7.25%
ค่างวดใหม่$1,640/เดือน ที่ดอกเบี้ย 6.0%
เงินประหยัดต่อเดือน$210
ค่าปิดสินเชื่อ (Closing Costs)$5,500
จุดคุ้มทุน5,500 ÷ 210 = 26 เดือน (2.2 ปี)

หากคุณอยู่บ้านหลังนี้อีกอย่างน้อย 26 เดือนหลังรีไฟแนนซ์ คุณจะได้กำไร ทุกเดือนหลังจากนั้นเป็นเงินที่ประหยัดได้จริง $210/เดือนกลับเข้ากระเป๋า

ลองใช้ เครื่องมือคำนวณจุดคุ้มทุน เพื่อคำนวณสถานการณ์จริงของคุณโดยใส่ค่าปิดสินเชื่อและส่วนต่างดอกเบี้ยที่แท้จริง

ขั้นตอนการรีไฟแนนซ์ทีละขั้นตอน

กระบวนการรีไฟแนนซ์ทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 30-45 วัน ตั้งแต่ยื่นคำขอจนถึงปิดสินเชื่อ (Closing) ต่อไปนี้คือสิ่งที่ต้องทำในแต่ละขั้นตอน

ขั้นตอนที่ 1: ตรวจสอบคะแนนเครดิต (Credit Score)

โดยทั่วไปต้องมีคะแนนเครดิต 620+ สำหรับ Conventional Refinancing และ 740+ สำหรับอัตราดอกเบี้ยที่ดีที่สุด คะแนน 740 เทียบกับ 680 อาจทำให้อัตราดอกเบี้ยต่างกัน 0.25-0.5% ซึ่งคิดเป็นเงินมากกว่า $30,000 ตลอดสัญญา 30 ปี

ตรวจสอบคะแนนเครดิตฟรีผ่าน Credit Karma, Experian หรือแอปธนาคาร หากคะแนนต่ำกว่า 740 ควรใช้เวลา 3-6 เดือนปรับปรุงก่อนยื่นคำขอ ได้แก่ ลดยอดหนี้บัตรเครดิตให้ต่ำกว่า 30% ของวงเงิน แก้ไขข้อผิดพลาดในรายงานเครดิต และหลีกเลี่ยงการเปิดบัญชีใหม่

ขั้นตอนที่ 2: คำนวณ Equity ในบ้าน

ต้องมี Equity อย่างน้อย 20% เพื่อหลีกเลี่ยง PMI (Private Mortgage Insurance คือประกันสินเชื่อที่ผู้กู้ต้องจ่ายเมื่อ Equity ต่ำกว่า 20%) ยิ่งมี Equity มากยิ่งได้อัตราส่วน LTV (Loan-to-Value) ที่ต่ำ ซึ่งหมายถึงอัตราดอกเบี้ยที่ดีขึ้น

Equity = มูลค่าบ้านปัจจุบัน - ยอดสินเชื่อคงเหลือ

ตัวอย่าง: บ้านมูลค่า $450,000 - ยอดหนี้ $310,000 = Equity $140,000 (31%)

ประเมินเบื้องต้นได้จากข้อมูลบ้านที่ขายได้ในย่านเดียวกัน (Comparable Sales) บน Zillow หรือ Redfin ผู้ให้กู้จะส่งผู้ประเมินราคาอย่างเป็นทางการมาภายหลัง

ขั้นตอนที่ 3: เปรียบเทียบผู้ให้กู้อย่างน้อย 3 ราย

อัตราดอกเบี้ยอาจต่างกัน 0.25-0.5% ระหว่างผู้ให้กู้ในวันเดียวกัน ขั้นตอนนี้เพียงขั้นตอนเดียวอาจช่วยประหยัดได้ $15,000-30,000 ตลอดอายุสัญญา แต่ผู้กู้ส่วนใหญ่ขอ Quote จากที่เดียว

ใช้แพลตฟอร์มเปรียบเทียบอย่าง LendingTree หรือ Bankrate เพื่อเปรียบเทียบข้อเสนอหลายรายการด้วยการกรอกฟอร์มเดียว การตรวจเครดิตทั้งหมดภายในช่วง 45 วันจะนับเป็นการ Inquiry เดียวในรายงานเครดิตของคุณ

ขั้นตอนที่ 4: เปรียบเทียบ Loan Estimate

ภายใน 3 วันทำการหลังยื่นคำขอ ผู้ให้กู้แต่ละรายจะส่งเอกสาร Loan Estimate ตามรูปแบบมาตรฐาน เปรียบเทียบตัวเลข 3 รายการนี้:

สิ่งที่ต้องเปรียบเทียบทำไมจึงสำคัญ
APR (ไม่ใช่แค่อัตราดอกเบี้ย)APR คืออัตราดอกเบี้ยที่รวมค่าธรรมเนียมแล้ว แสดงต้นทุนจริง
ค่าปิดสินเชื่อรวมหน้า 2 ส่วน D รวมค่าธรรมเนียมทั้งหมด ค่า Title และค่าใช้จ่ายล่วงหน้า
ค่างวดรายเดือนรวมภาษีทรัพย์สินและประกันด้วย จะได้เทียบตรง

ขั้นตอนที่ 5: ล็อกอัตราดอกเบี้ย (Lock Your Rate)

เมื่อเลือกผู้ให้กู้แล้ว ล็อกอัตราดอกเบี้ย ซึ่งปกติมีผล 30-60 วัน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดระหว่างกระบวนการ Underwriting

หากตลาดดอกเบี้ยมีความผันผวนสูง สอบถามเรื่อง Float-Down Option ซึ่งให้คุณได้ประโยชน์หากดอกเบี้ยลดลงระหว่างช่วงล็อก โดยปกติมีค่าธรรมเนียมเล็กน้อย (0.125-0.25%)

ขั้นตอนที่ 6: ยื่นเอกสาร

เอกสารที่ต้องเตรียม:

  • W-2 (ย้อนหลัง 2 ปี)
  • สลิปเงินเดือน ล่าสุด (30 วัน)
  • แบบแสดงภาษี (Tax Returns) ย้อนหลัง 2 ปี
  • Statement ธนาคาร (2 เดือน ทุกหน้า)
  • Statement สินเชื่อบ้านปัจจุบัน
  • หน้ากรมธรรม์ประกันบ้าน (Homeowner’s Insurance)

ขั้นตอนที่ 7: การประเมินราคาบ้าน (Appraisal)

ผู้ให้กู้จะส่งผู้ประเมินมาตีราคาบ้าน (ค่าใช้จ่าย $400-750) เพื่อยืนยันมูลค่า ราคาประเมินที่สูงหมายถึง LTV Ratio ที่ต่ำลง ซึ่งอาจทำให้ได้เงื่อนไขที่ดีขึ้น

เพื่อให้ได้ราคาประเมินสูงสุด ควรซ่อมแซมจุดเสียหายเล็กน้อย ทำความสะอาด และเตรียมรายการปรับปรุงที่คุณทำไว้ตั้งแต่ซื้อบ้านให้ผู้ประเมินดู

ขั้นตอนที่ 8: ปิดสินเชื่อ (Closing)

ลงนามในเอกสาร จ่ายค่าปิดสินเชื่อ (หรือรวมเข้ายอดกู้) แล้วสินเชื่อใหม่จะเข้ามาแทนที่สินเชื่อเดิม งวดแรกของสินเชื่อใหม่ปกติจะครบกำหนดใน 30-60 วันหลัง Closing คุณอาจได้ “ช่วงพักชำระ” (Payment Holiday) สั้นๆ ที่ยังไม่ต้องจ่ายค่างวดอีกด้วย

ค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์ที่ต้องรู้

ค่าปิดสินเชื่อ (Closing Costs) รวมปกติอยู่ที่ 2-5% ของยอดสินเชื่อ สำหรับการรีไฟแนนซ์ $300,000 คาดว่าจะอยู่ที่ $6,000-15,000 รายละเอียดดังนี้:

รายการค่าใช้จ่ายช่วงราคาปกติหมายเหตุ
ค่าธรรมเนียมสินเชื่อ (Origination Fee)0.5-1% ของยอดกู้ต่อรองได้ บางผู้ให้กู้ยกเว้นให้
ค่าประเมินราคา (Appraisal)$400-750ผู้ให้กู้กำหนด จ่ายล่วงหน้า
ค่าสืบค้นกรรมสิทธิ์และประกัน (Title)$700-1,500ป้องกันข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์
ค่าตรวจเครดิต$25-50ต่อผู้ยื่นคำขอ
ค่าจดทะเบียน (Recording Fees)$125-250ค่าธรรมเนียมรัฐบาลท้องถิ่น
ดอกเบี้ยล่วงหน้า (Prepaid Interest)แตกต่างกันครอบคลุมช่วงระหว่างวัน Closing ถึงงวดแรก
การตั้ง Escrowภาษี+ประกัน 2-3 เดือนเงิน Escrow จากสินเชื่อเก่าจะถูกคืนมาชดเชย

การรีไฟแนนซ์แบบไม่มีค่าปิดสินเชื่อ (No-Closing-Cost)

ผู้ให้กู้บางรายเสนอ No-Closing-Cost Refinancing โดยรวมค่าใช้จ่ายเข้ากับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเล็กน้อย (ปกติ +0.25-0.375%) วิธีนี้ไม่ต้องจ่ายเงินก้อนล่วงหน้า แต่ค่างวดรายเดือนจะสูงขึ้น

แนวทางค่าใช้จ่ายล่วงหน้าค่างวดรายเดือนเหมาะสำหรับ
จ่ายค่าปิดสินเชื่อเอง$6,000-15,000ต่ำกว่าอยู่บ้านอีก 5+ ปี
No-Closing-Cost$0สูงขึ้น (+$30-60/เดือน)อาจย้ายภายใน 3-5 ปี
รวมเข้ายอดกู้$0 ล่วงหน้าสูงขึ้น (ยอดกู้เพิ่ม)เงินสดไม่พร้อม

ประเภทของการรีไฟแนนซ์

การรีไฟแนนซ์ไม่ได้มีแบบเดียว เลือกประเภทที่ตรงกับเป้าหมายของคุณ

Rate-and-Term Refinance

ประเภทที่พบบ่อยที่สุด คือการเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย ระยะเวลาผ่อน หรือทั้งสองอย่าง โดยไม่ถอนเงินสดออก เป้าหมายคือลดต้นทุนดอกเบี้ยหรือผ่อนบ้านให้หมดเร็วขึ้น

  • ดอกเบี้ยต่ำลง ระยะเวลาเท่าเดิม = ค่างวดลดลง
  • ดอกเบี้ยเท่าเดิม ระยะเวลาสั้นลง = ค่างวดเพิ่ม แต่ประหยัดดอกเบี้ยรวมมหาศาล
  • ดอกเบี้ยต่ำลง + ระยะเวลาสั้นลง = สถานการณ์ในอุดมคติ

Cash-Out Refinance

คือการรีไฟแนนซ์ในยอดที่ มากกว่ายอดหนี้คงเหลือ และรับส่วนต่างเป็นเงินสด เช่น หากยอดหนี้เหลือ $250,000 บนบ้านมูลค่า $400,000 คุณอาจรีไฟแนนซ์เป็น $320,000 และรับเงินสด $70,000

Streamline Refinance (FHA/VA)

หากคุณมีสินเชื่อ FHA หรือ VA คุณอาจมีสิทธิ์ทำ Streamline Refinance ซึ่งใช้เอกสารน้อยลง ไม่ต้องประเมินราคาบ้าน และค่าธรรมเนียมต่ำกว่า โปรแกรมเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อให้การรีไฟแนนซ์สินเชื่อที่รัฐบาลค้ำประกัน (Government-Backed Loans) ทำได้เร็วและถูกกว่า

วิธีหาอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์ที่ดีที่สุด

สิ่งสำคัญที่สุดคือ เปรียบเทียบข้อเสนอจากผู้ให้กู้หลายราย ต่อไปนี้คือกลยุทธ์ที่จะช่วยให้ได้อัตราดอกเบี้ยที่ดีที่สุด:

กลยุทธ์เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ย

  1. เริ่มจากผู้ให้กู้ปัจจุบัน อาจได้อัตรา Retention Rate พิเศษหรือค่าปิดสินเชื่อที่ลดลงเพื่อรักษาลูกค้า
  2. ตรวจสอบผู้ให้กู้ออนไลน์ 2-3 ราย (Better, Rocket Mortgage, LoanDepot) ผู้ให้กู้ออนไลน์มักมีต้นทุนดำเนินการต่ำกว่าและเสนอดอกเบี้ยแข่งขันได้
  3. ขอ Quote จาก Credit Union ในพื้นที่ Credit Union มักเสนอดอกเบี้ยต่ำกว่าธนาคาร 0.125-0.25%
  4. ใช้ Mortgage Broker (นายหน้าสินเชื่อ) Broker เปรียบเทียบจากผู้ให้กู้หลายสิบรายในนามคุณ และอาจเข้าถึงอัตรา Wholesale ที่ไม่เปิดให้ผู้บริโภคโดยตรง

ระดับคะแนนเครดิตและอัตราดอกเบี้ย

คะแนนเครดิตส่งผลโดยตรงต่ออัตราดอกเบี้ยที่คุณจะได้:

คะแนนเครดิตส่วนเพิ่มจากอัตราดีที่สุดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมบนสินเชื่อ $300K / 30 ปี
760+อัตราดีที่สุดฐาน
740-759+0.125%+$8,100
720-739+0.25%+$16,200
700-719+0.375%+$24,700
680-699+0.50%+$33,500
660-679+0.75%+$51,400

ความแตกต่างระหว่างคะแนนเครดิต 680 กับ 760 สำหรับสินเชื่อ $300,000 คิดเป็นดอกเบี้ยรวมต่างกันประมาณ $51,400 หากคะแนนของคุณต่ำกว่า 740 ควรใช้เวลาสองสามเดือนปรับปรุงก่อนรีไฟแนนซ์

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการรีไฟแนนซ์

แม้แต่เจ้าของบ้านที่วางแผนการเงินดีก็อาจทำผิดพลาดเหล่านี้:

ผิดพลาดที่ 1: มองแค่ดอกเบี้ย

ดอกเบี้ยต่ำแต่ค่าปิดสินเชื่อ $12,000 อาจแย่กว่าดอกเบี้ยสูงกว่าเล็กน้อยแต่ค่าปิดสินเชื่อเพียง $4,000 ต้องคำนวณต้นทุนรวมตลอดระยะเวลาที่ตั้งใจจะอยู่เสมอ ไม่ใช่แค่ดูค่างวดรายเดือน

ผิดพลาดที่ 2: รีเซ็ตเป็นสินเชื่อ 30 ปีใหม่

หากคุณผ่อนมา 7 ปีในสินเชื่อ 30 ปี การรีไฟแนนซ์เป็น 30 ปีใหม่หมายถึง ผ่อนรวม 37 ปี ควรเลือกรีไฟแนนซ์เป็น 23 ปีหรือ 20 ปีเพื่อคงกำหนดผ่อนหมดตามเดิม

ผิดพลาดที่ 3: ใช้ Cash-Out ซื้อสิ่งที่เสื่อมมูลค่า

การใช้ Cash-Out Refinance ซื้อรถ ไปเที่ยว หรือปิดหนี้บัตรเครดิต (แล้วกลับไปรูดใหม่) เป็นสูตรสร้างปัญหาทางการเงิน เพราะคุณกำลัง เปลี่ยนหนี้ที่ไม่มีหลักประกันให้เป็นหนี้ที่ใช้บ้านเป็นหลักประกัน

ผิดพลาดที่ 4: ไม่คำนึงถึง PMI

หาก Equity ลดลงต่ำกว่า 20% (พบบ่อยใน Cash-Out Refinance) คุณจะต้องจ่าย PMI ซึ่งปกติอยู่ที่ 0.5-1% ของยอดกู้ต่อปี สำหรับสินเชื่อ $300,000 คิดเป็น $1,500-3,000/ปี ซึ่งอาจหักล้างเงินที่ประหยัดได้จากดอกเบี้ยที่ต่ำลง

Checklist ก่อนตัดสินใจรีไฟแนนซ์

ก่อนดำเนินการ ตรวจสอบว่าตอบ “ใช่” ได้อย่างน้อย 3 ข้อจาก 5 ข้อนี้:

  1. จุดคุ้มทุนต่ำกว่า 36 เดือน? คำนวณจากสูตรด้านบน
  2. จะอยู่บ้านอีกอย่างน้อย 2 ปีหลังจุดคุ้มทุน? เพื่อให้ประหยัดจริงไม่ใช่แค่คุ้มทุน
  3. คะแนนเครดิต 720 ขึ้นไป? หากไม่ถึง การปรับปรุงคะแนนก่อนอาจให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
  4. มี Equity อย่างน้อย 20%? เพื่อหลีกเลี่ยง PMI ที่จะกินเงินที่ประหยัดได้
  5. ไม่ได้ยืดระยะเวลาผ่อนออกไป? เลือก Term ที่คงกำหนดเดิมหรือเร็วกว่า

เครื่องมือแนะนำ

LT

LendingTree

#1 อันดับ 1 เปรียบเทียบสินเชื่อ
4.6 / 5

รับข้อเสนอสินเชื่อจากผู้ให้กู้หลายรายด้วยการกรอกแบบฟอร์มเดียว ไม่กระทบ credit score

ข้อดี

  • เปรียบเทียบได้มากกว่า 5 ราย
  • ไม่กระทบ Credit Score
  • ใช้ฟรี
  • ราคาโปร่งใส

ข้อเสีย

  • อาจได้รับโทรศัพท์จากผู้ให้กู้หลายราย
  • อัตราดอกเบี้ยต่างกันตามรัฐ
เปรียบเทียบสินเชื่อฟรี
RM

Rocket Mortgage

#2 ปิดสัญญาเร็วสุด
4.5 / 5

สมัครออนไลน์ได้ในไม่กี่นาที ล็อคอัตราดอกเบี้ยทันทีและปิดสัญญาเร็วกว่าธนาคารทั่วไป

ข้อดี

  • ดำเนินการออนไลน์ 100%
  • อนุมัติเร็ว
  • บริการลูกค้าดีเยี่ยม

ข้อเสีย

  • ดอกเบี้ยอาจสูงกว่าธนาคารท้องถิ่นเล็กน้อย
  • ไม่มีสาขา
ตรวจสอบอัตราดอกเบี้ย

คำถามที่พบบ่อย

รีไฟแนนซ์บ้านแล้วประหยัดได้เท่าไร?

ดอกเบี้ยลดลง 1% สำหรับเงินกู้ ฿10 ล้าน ประหยัดประมาณ ฿5,000-7,000/เดือน หรือ ฿60,000-84,000 ต่อปี ใช้เครื่องคำนวณสินเชื่อบ้านของเราเพื่อคำนวณสถานการณ์เฉพาะของคุณ

จุดคุ้มทุนของการรีไฟแนนซ์คืออะไร?

หารค่าใช้จ่ายปิดสัญญาทั้งหมดด้วยเงินที่ประหยัดได้ต่อเดือน ถ้าค่าใช้จ่าย ฿150,000 และประหยัดได้ ฿7,000/เดือน จุดคุ้มทุนคือ 21 เดือน

ค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์เท่าไร?

โดยทั่วไป 2-5% ของยอดเงินกู้ สำหรับเงินกู้ ฿10 ล้าน ค่าใช้จ่ายประมาณ ฿200,000-500,000 บางธนาคารเสนอรีไฟแนนซ์แบบไม่มีค่าใช้จ่ายโดยรวมเข้ากับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเล็กน้อย

รีไฟแนนซ์กระทบคะแนนเครดิตไหม?

การรีไฟแนนซ์ทำให้เกิดการตรวจสอบเครดิตแบบ Hard Pull ซึ่งอาจลดคะแนนชั่วคราว 5-10 คะแนน การสมัครหลายรายภายใน 45 วันนับเป็นการตรวจสอบครั้งเดียว ผลกระทบระยะยาวน้อยมาก

เครื่องมือที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง