คำนวณภาษีบุคคลธรรมดา 2569
คำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราก้าวหน้า พร้อมค่าลดหย่อนภาษีครบทุกรายการ ปีภาษี 2569 (2026)
ผลการคำนวณภาษี
ภาษีที่ต้องจ่ายต่อปี
฿0
ภาษีต่อเดือน
฿0
อัตราภาษีที่แท้จริง
0%
รายได้หลังหักภาษี/เดือน
฿0
สรุปการคำนวณ
- รายได้รวมต่อปี
- ฿0
- ค่าลดหย่อนรวม
- ฿0
- เงินได้สุทธิ
- ฿0
ตารางคำนวณภาษีแต่ละขั้น
| เงินได้สุทธิ | อัตราภาษี | เงินได้ในขั้น | ภาษี |
|---|
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคืออะไร?
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ ภาษีที่รัฐบาลจัดเก็บจากรายได้ของบุคคลธรรมชาติทุกคนที่มีเงินได้ตามที่กฎหมายกำหนด โดยกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดเก็บ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นแหล่งรายได้สำคัญของประเทศ ใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา สาธารณสุข และสวัสดิการสังคม
ประเทศไทยใช้ระบบภาษีอัตราก้าวหน้า (Progressive Tax) หมายความว่ายิ่งมีรายได้มากก็ยิ่งเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่ารายได้ทั้งหมดจะถูกคิดภาษีในอัตราสูงสุด ระบบก้าวหน้าจะแบ่งเงินได้สุทธิเป็นขั้นบันได แต่ละขั้นมีอัตราภาษีที่แตกต่างกัน ช่วยให้เกิดความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี
ผู้มีเงินได้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานบริษัท ข้าราชการ ฟรีแลนซ์ หรือเจ้าของธุรกิจ ล้วนมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ประจำปี โดยยื่นแบบ ภ.ง.ด.91 (สำหรับผู้มีเงินได้จากเงินเดือนอย่างเดียว) หรือ ภ.ง.ด.90 (สำหรับผู้มีเงินได้หลายประเภท)
อัตราภาษีก้าวหน้า ปี 2569
อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษี 2569 (ค.ศ. 2026) ใช้ระบบขั้นบันไดดังนี้:
| เงินได้สุทธิ (บาท) | อัตราภาษี | ภาษีสูงสุดในขั้น | ภาษีสะสม |
|---|---|---|---|
| 0 - 150,000 | ยกเว้น | 0 | 0 |
| 150,001 - 300,000 | 5% | 7,500 | 7,500 |
| 300,001 - 500,000 | 10% | 20,000 | 27,500 |
| 500,001 - 750,000 | 15% | 37,500 | 65,000 |
| 750,001 - 1,000,000 | 20% | 50,000 | 115,000 |
| 1,000,001 - 2,000,000 | 25% | 250,000 | 365,000 |
| 2,000,001 - 5,000,000 | 30% | 900,000 | 1,265,000 |
| 5,000,001 ขึ้นไป | 35% | - | - |
ตัวอย่าง: หากมีเงินได้สุทธิ 500,000 บาท จะเสียภาษี = 0 + 7,500 + 20,000 = 27,500 บาท ไม่ใช่ 500,000 x 10% = 50,000 บาท เพราะระบบก้าวหน้าจะคิดภาษีเฉพาะส่วนเกินในแต่ละขั้นเท่านั้น
สูตรคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้:
- รวมเงินได้ทั้งปี — รวมเงินเดือน x 12 เดือน + โบนัส + รายได้อื่นๆ
- หักค่าใช้จ่าย — สำหรับเงินเดือน: 50% ของรายได้ สูงสุด 100,000 บาท
- หักค่าลดหย่อน — ส่วนตัว 60,000 + คู่สมรส + บุตร + ประกัน + การลงทุน ฯลฯ
- ได้เงินได้สุทธิ = รายได้ - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อน
- คำนวณภาษีจากอัตราก้าวหน้าตามตารางข้างบน
สูตร:
เงินได้สุทธิ = เงินได้พึงประเมิน - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อน
ภาษีเงินได้ = ผลรวมของ (เงินได้สุทธิในแต่ละขั้น x อัตราภาษีของขั้นนั้น)
รายละเอียดค่าลดหย่อนภาษีทุกรายการ
1. ค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว
- ค่าลดหย่อนส่วนตัว: 60,000 บาท (ทุกคนได้)
- คู่สมรส: 60,000 บาท (คู่สมรสไม่มีเงินได้ จดทะเบียนสมรส)
- บุตร: 30,000 บาท/คน (บุตรเกิดก่อน พ.ศ. 2561) หรือ 60,000 บาท/คน (บุตรเกิดตั้งแต่ พ.ศ. 2561) ไม่จำกัดจำนวน
- เลี้ยงดูบิดามารดา: 30,000 บาท/คน (อายุ 60 ปีขึ้นไป มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท/ปี) สูงสุด 4 คน (รวมบิดามารดาคู่สมรส)
- ผู้พิการ/ทุพพลภาพ: 60,000 บาท/คน (ต้องมีบัตรประจำตัวคนพิการ)
2. ประกันภัย
- เบี้ยประกันชีวิต: ตามที่จ่ายจริง สูงสุด 100,000 บาท (กรมธรรม์ 10 ปีขึ้นไป)
- เบี้ยประกันสุขภาพ: ตามที่จ่ายจริง สูงสุด 25,000 บาท (รวมกับประกันชีวิตไม่เกิน 100,000 บาท)
- เบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา: ตามที่จ่ายจริง สูงสุด 15,000 บาท
- ประกันสังคม: ตามที่จ่ายจริง สูงสุด 9,000 บาท/ปี (750 บาท/เดือน x 12)
3. การลงทุนเพื่อเกษียณ
- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD): ตามที่จ่ายจริง สูงสุด 500,000 บาท
- SSF กองทุนรวมเพื่อการออม: ตามที่จ่ายจริง สูงสุด 200,000 บาท (ไม่เกิน 30% ของรายได้)
- RMF กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ: ตามที่จ่ายจริง สูงสุด 500,000 บาท (ไม่เกิน 30% ของรายได้)
- รวม PVD + SSF + RMF ลดหย่อนได้ไม่เกิน 500,000 บาท
4. ค่าลดหย่อนอื่นๆ
- ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมซื้อบ้าน: ตามที่จ่ายจริง สูงสุด 100,000 บาท
- เงินบริจาคทั่วไป: ตามที่จ่ายจริง สูงสุด 10% ของเงินได้หลังหักค่าลดหย่อนอื่น
- เงินบริจาคเพื่อการศึกษา/กีฬา/โรงพยาบาลรัฐ: ลดหย่อนได้ 2 เท่า สูงสุด 10% ของเงินได้หลังหักค่าลดหย่อน
- เงินบริจาคพรรคการเมือง: สูงสุด 10,000 บาท
ตัวอย่างการคำนวณภาษี
ตัวอย่างที่ 1: พนักงานเงินเดือน 25,000 บาท
- รายได้ต่อปี: 25,000 x 12 = 300,000 บาท
- หักค่าใช้จ่าย: 50% = 150,000 > สูงสุด 100,000 บาท → หัก 100,000 บาท
- หักค่าลดหย่อนส่วนตัว: 60,000 บาท
- หักประกันสังคม: 750 x 12 = 9,000 บาท
- เงินได้สุทธิ: 300,000 - 100,000 - 60,000 - 9,000 = 131,000 บาท
- ภาษี: 131,000 อยู่ในขั้น 0-150,000 = ยกเว้นภาษี (0 บาท)
ตัวอย่างที่ 2: พนักงานเงินเดือน 50,000 บาท
- รายได้ต่อปี: 50,000 x 12 = 600,000 บาท
- หักค่าใช้จ่าย: 100,000 บาท
- หักค่าลดหย่อนส่วนตัว: 60,000 บาท
- หักประกันสังคม: 9,000 บาท
- เงินได้สุทธิ: 600,000 - 100,000 - 60,000 - 9,000 = 431,000 บาท
- ภาษี: 0 (ขั้น 0-150K) + 7,500 (ขั้น 150-300K) + 13,100 (ขั้น 300-431K) = 20,600 บาท
- อัตราภาษีที่แท้จริง: 20,600 / 600,000 = 3.43%
ตัวอย่างที่ 3: พนักงานเงินเดือน 100,000 บาท มีค่าลดหย่อนเพิ่ม
- รายได้ต่อปี: 100,000 x 12 = 1,200,000 บาท
- หักค่าใช้จ่าย: 100,000 บาท
- หักค่าลดหย่อน: ส่วนตัว 60,000 + คู่สมรส 60,000 + บุตร 30,000 = 150,000 บาท
- หักประกัน: ประกันสังคม 9,000 + ประกันชีวิต 100,000 + ประกันสุขภาพ 15,000 = 124,000 บาท
- หักการลงทุน: SSF 100,000 + RMF 100,000 = 200,000 บาท
- หักดอกเบี้ยบ้าน: 100,000 บาท
- รวมหัก: 100,000 + 150,000 + 124,000 + 200,000 + 100,000 = 674,000 บาท
- เงินได้สุทธิ: 1,200,000 - 674,000 = 526,000 บาท
- ภาษี: 0 + 7,500 + 20,000 + 3,900 = 31,400 บาท
- อัตราภาษีที่แท้จริง: 31,400 / 1,200,000 = 2.62%
- หากไม่ใช้ค่าลดหย่อนเพิ่มเลย (เฉพาะส่วนตัว+ค่าใช้จ่าย+ประกันสังคม): ภาษี = 83,100 บาท
- ประหยัดภาษีได้: 83,100 - 31,400 = 51,700 บาท/ปี
เคล็ดลับประหยัดภาษี
การวางแผนภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมายจะช่วยลดภาระภาษีได้อย่างมาก ต่อไปนี้คือเทคนิคที่ผู้เสียภาษีควรทำ:
- ใช้ค่าลดหย่อนที่มีอยู่ให้เต็มที่ — ตรวจสอบว่าคุณใช้สิทธิ์ค่าลดหย่อนส่วนตัว คู่สมรส บุตร บิดามารดา ครบถ้วนหรือไม่ เป็นค่าลดหย่อนที่ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม
- ทำประกันชีวิตและสุขภาพ — นอกจากได้ความคุ้มครองแล้ว ยังลดหย่อนภาษีได้ ประกันชีวิตสูงสุด 100,000 บาท ประกันสุขภาพ 25,000 บาท เลือกแบบที่เหมาะกับตัวเอง
- ลงทุน SSF/RMF — ได้ทั้งลดหย่อนภาษีและสร้างเงินออมระยะยาว SSF เริ่มต้นง่ายไม่มีขั้นต่ำ RMF เหมาะกับคนที่จริงจังกับการวางแผนเกษียณ
- เพิ่มเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ — หากบริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ให้เพิ่มอัตราสะสมให้สูงขึ้น ได้ทั้ง matching จากนายจ้าง ลดหย่อนภาษี และเงินเกษียณ
- ใช้สิทธิ์ดอกเบี้ยบ้าน — หากมีสินเชื่อบ้าน ดอกเบี้ยที่จ่ายลดหย่อนได้สูงสุด 100,000 บาท/ปี ขอหนังสือรับรองดอกเบี้ยจากธนาคาร
- บริจาคอย่างมีกลยุทธ์ — เงินบริจาคเพื่อการศึกษา สาธารณสุข หรือกีฬา ลดหย่อนได้ 2 เท่า เช่น บริจาค 50,000 บาท ลดหย่อนได้ 100,000 บาท
- ยื่นภาษีให้ครบถ้วน — แม้รายได้ไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี ก็ควรยื่นแบบ เพราะอาจได้เงินคืนจากภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกหักไว้ระหว่างปี
กำหนดการยื่นภาษีและช่องทางการยื่น
ผู้มีเงินได้ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ประจำปี ดังนี้:
- ภ.ง.ด.91: สำหรับผู้มีเงินได้จากเงินเดือน/ค่าจ้างอย่างเดียว (เงินได้ประเภท 40(1))
- ภ.ง.ด.90: สำหรับผู้มีเงินได้หลายประเภท (ค่าเช่า ค่าจ้าง เงินปันผล ธุรกิจ ฯลฯ)
- กำหนดยื่น: ภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดไป (ยื่นออนไลน์ขยายถึง 8 เมษายน)
ช่องทางการยื่น:
- ยื่นออนไลน์: ผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร rd.go.th หรือแอป RD Smart Tax สะดวกรวดเร็ว ได้ขยายเวลา
- ยื่นที่สำนักงานสรรพากร: ไปยื่นด้วยตนเองที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่
- ยื่นทางไปรษณีย์: ส่งแบบฟอร์มทางไปรษณีย์ลงทะเบียน
หากยื่นแล้วมีภาษีจ่ายเพิ่ม สามารถจ่ายผ่านช่องทางต่างๆ ได้แก่ โอนเงินผ่านธนาคาร, บัตรเครดิต, เคาน์เตอร์เซอร์วิส, หรือที่สำนักงานสรรพากร หากมีภาษีจ่ายเพิ่มมากกว่า 3,000 บาท สามารถผ่อนชำระ 3 งวดได้โดยไม่เสียเงินเพิ่ม
ข้อควรระวังในการคำนวณภาษี
- ตรวจสอบว่าค่าลดหย่อนแต่ละรายการไม่เกินเพดานที่กำหนด เช่น SSF + RMF + PVD รวมกันไม่เกิน 500,000 บาท
- ค่าลดหย่อนบางรายการต้องมีเอกสารหลักฐาน เช่น ใบเสร็จเบี้ยประกัน หนังสือรับรองดอกเบี้ยบ้าน ใบเสร็จเงินบริจาค
- เงินได้จากแหล่งต่างๆ อาจมีวิธีคำนวณค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกัน เครื่องมือนี้คำนวณสำหรับเงินได้ประเภท 40(1) เงินเดือนเป็นหลัก
- การยื่นภาษีล่าช้าจะมีค่าปรับ 200 บาท และเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องจ่าย
- ผลการคำนวณจากเครื่องมือนี้เป็นการประมาณการเท่านั้น ควรตรวจสอบกับที่ปรึกษาภาษีหรือกรมสรรพากรอีกครั้ง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
คำถามที่พบบ่อย
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคืออะไร?
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ ภาษีที่จัดเก็บจากรายได้ของบุคคลธรรมชาติ ทั้งเงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส ค่าเช่า เงินปันผล และรายได้อื่นๆ โดยกรมสรรพากรเป็นผู้จัดเก็บ ใช้ระบบอัตราก้าวหน้าตั้งแต่ 0% ถึง 35% ตามขั้นบันไดของเงินได้สุทธิ ผู้มีเงินได้ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป
เงินได้เท่าไรถึงต้องเสียภาษี?
เงินได้สุทธิ (หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน) 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้นภาษี เริ่มเสียภาษี 5% ตั้งแต่ส่วนที่เกิน 150,000 บาท ดังนั้นหากคุณมีเงินเดือน 25,833 บาท/เดือน (310,000 บาท/ปี) หลังหักค่าใช้จ่ายและลดหย่อนส่วนตัว จะเริ่มมีภาระภาษี อย่างไรก็ตาม หากมีค่าลดหย่อนอื่นเพิ่มเติม เช่น ประกันสังคม ประกันชีวิต ก็อาจไม่ต้องเสียภาษีเลย
ค่าลดหย่อนภาษีมีอะไรบ้าง?
ค่าลดหย่อนภาษีหลักๆ ได้แก่ ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท, ค่าใช้จ่าย 50% ของรายได้ (สูงสุด 100,000 บาท), คู่สมรสที่ไม่มีรายได้ 60,000 บาท, บุตร 30,000 บาทต่อคน (60,000 บาทสำหรับบุตรเกิดตั้งแต่ 2561), เบี้ยประกันชีวิตสูงสุด 100,000 บาท, เบี้ยประกันสุขภาพสูงสุด 25,000 บาท, ประกันสังคมตามที่จ่ายจริง, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, SSF, RMF, ดอกเบี้ยบ้านสูงสุด 100,000 บาท, เงินบริจาค และอื่นๆ
อัตราภาษีก้าวหน้า 2569 เป็นอย่างไร?
อัตราภาษีก้าวหน้าปี 2569 มี 8 ขั้น: 0-150,000 บาท = ยกเว้นภาษี, 150,001-300,000 = 5%, 300,001-500,000 = 10%, 500,001-750,000 = 15%, 750,001-1,000,000 = 20%, 1,000,001-2,000,000 = 25%, 2,000,001-5,000,000 = 30%, เกิน 5,000,000 = 35% ระบบก้าวหน้าหมายความว่าเฉพาะส่วนเกินของแต่ละขั้นเท่านั้นที่เสียภาษีในอัตรานั้น ไม่ใช่เงินได้ทั้งหมด
วิธียื่นภาษีออนไลน์ทำอย่างไร?
สามารถยื่นภาษีออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์กรมสรรพากร (rd.go.th) โดย 1) สมัครสมาชิกหรือเข้าสู่ระบบ 2) เลือกแบบ ภ.ง.ด.91 (เงินเดือนอย่างเดียว) หรือ ภ.ง.ด.90 (มีรายได้หลายประเภท) 3) กรอกข้อมูลรายได้และค่าลดหย่อน 4) ระบบจะคำนวณภาษีให้ 5) ยืนยันและส่งแบบ 6) ชำระภาษีเพิ่มเติมหรือรอรับเงินคืน กำหนดยื่นภายในมีนาคม หากยื่นออนไลน์ขยายเวลาถึง 8 เมษายน
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายคืออะไร?
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายคือภาษีที่นายจ้างหักจากเงินเดือนทุกเดือนเพื่อนำส่งกรมสรรพากรแทนลูกจ้าง เป็นการจ่ายภาษีล่วงหน้า เมื่อสิ้นปีต้องยื่นแบบภาษีจริง หากภาษีที่ถูกหักไว้มากกว่าภาษีที่ต้องจ่ายจริง จะได้รับเงินคืนภาษี แต่หากหักไว้น้อยกว่า ต้องจ่ายเพิ่ม การวางแผนลดหย่อนภาษีจะช่วยลดภาระภาษีที่ต้องจ่าย
SSF กับ RMF ต่างกันอย่างไร?
SSF (กองทุนรวมเพื่อการออม) ลดหย่อนได้สูงสุด 200,000 บาท ต้องถือครองอย่างน้อย 10 ปี ไม่มีขั้นต่ำในการซื้อ เหมาะกับคนเริ่มต้น RMF (กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ) ลดหย่อนได้สูงสุด 500,000 บาท หรือ 30% ของรายได้ ต้องซื้อทุกปีหรืออย่างน้อยปีเว้นปี และต้องถือจนอายุ 55 ปี เหมาะกับคนวางแผนเกษียณ SSF + RMF + กองทุนสำรองเลี้ยงชีพรวมกันลดหย่อนได้ไม่เกิน 500,000 บาท
ฟรีแลนซ์ต้องเสียภาษีอย่างไร?
ฟรีแลนซ์มีรายได้ประเภท 40(2) (ค่าจ้าง) หรือ 40(8) (อาชีพอิสระ) ต้องยื่น ภ.ง.ด.90 รายได้ 40(2) หักค่าใช้จ่ายเหมา 50% สูงสุด 100,000 บาท รายได้ 40(8) หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% หรือตามจริง ฟรีแลนซ์ไม่มีนายจ้างหักภาษี ณ ที่จ่าย จึงต้องวางแผนเก็บเงินสำหรับจ่ายภาษีเอง แนะนำให้กันเงิน 5-15% ของรายได้ไว้สำหรับภาษี และสมัครประกันสังคมมาตรา 39 หรือ 40 เพื่อใช้ลดหย่อน