คำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%)

เพิ่มหรือถอด VAT 7% จากราคาสินค้าหรือบริการ แสดงยอด VAT และราคารวมทันที

ราคาก่อน VAT

กรอกราคาไม่รวม VAT ระบบจะคำนวณ VAT 7% และราคารวมให้

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) คืออะไร?

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax หรือ VAT) คือภาษีทางอ้อมที่เรียกเก็บจากการขายสินค้าและการให้บริการในทุกขั้นตอนของการผลิตและจัดจำหน่าย ต่างจากภาษีการขายทั่วไปที่เก็บเฉพาะจุดขายสุดท้าย VAT จะเก็บทีละขั้นตอนตามมูลค่าที่เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT จะเรียกเก็บภาษีจากลูกค้า แล้วนำส่งส่วนต่างระหว่างภาษีขาย (Output VAT) กับภาษีซื้อ (Input VAT) ให้กรมสรรพากร

ประเทศไทยเริ่มใช้ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 แทนระบบภาษีการค้าเดิม อัตราตามกฎหมาย (ประมวลรัษฎากร) กำหนดไว้ที่ 10% แต่รัฐบาลได้ออกพระราชกฤษฎีกาลดอัตราเหลือ 7% ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 และได้ต่ออายุการลดอัตราดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นแหล่งรายได้สำคัญของรัฐบาลไทย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 25-30% ของรายได้ภาษีทั้งหมด อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT ต้องแสดงใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) ณ สถานประกอบการ

อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไทย: 7%

อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ใช้จริงในปัจจุบันคือ 7% แบ่งเป็น 6.3% เข้ารัฐบาลกลาง และ 0.7% จัดสรรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แม้ประมวลรัษฎากรกำหนดอัตราไว้ที่ 10% แต่พระราชกฤษฎีกาลดอัตราเหลือ 7% มีผลมาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2542

รัฐบาลได้ทบทวนอัตรานี้เป็นระยะและต่ออายุการลดอัตรามาโดยตลอด ณ ปี พ.ศ. 2569 ยังคงใช้อัตรา 7% เท่าเดิม หากจะมีการปรับเปลี่ยนจะต้องออกพระราชกฤษฎีกาใหม่หรือแก้ไขประมวลรัษฎากร

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังกำหนดอัตรา VAT 0% สำหรับสินค้าส่งออกและบริการที่ให้ในประเทศไทยแต่ใช้ประโยชน์ในต่างประเทศ การเก็บภาษีอัตรา 0% หมายความว่าผู้ส่งออกยังสามารถขอคืนภาษีซื้อได้ แต่ไม่ต้องเรียกเก็บ VAT จากผู้ซื้อต่างประเทศ ช่วยให้สินค้าส่งออกของไทยแข่งขันได้ในตลาดสากล

ใครต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม?

ตามกฎหมายไทย ผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการมีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากร ได้แก่:

  • บริษัทและห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียนในประเทศไทย
  • บุคคลธรรมดาที่ประกอบกิจการ
  • ธุรกิจต่างชาติที่ขายสินค้าหรือให้บริการในประเทศไทย
  • แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและผู้ให้บริการดิจิทัลที่ขายให้ผู้บริโภคไทย (ตั้งแต่กันยายน 2564)
  • ผู้นำเข้าสินค้าเข้าประเทศไทย (VAT จะถูกเรียกเก็บโดยศุลกากร ณ จุดนำเข้า)

ธุรกิจที่มีรายรับต่ำกว่า 1.8 ล้านบาท สามารถจดทะเบียนโดยสมัครใจได้ ซึ่งมีข้อดีคือสามารถขอคืนภาษีซื้อจากการซื้อสินค้าและบริการเพื่อธุรกิจ ช่วยลดต้นทุนโดยรวม เมื่อจดทะเบียนแล้วต้องอยู่ในระบบ VAT อย่างน้อย 2 ปี

การจดทะเบียน VAT ดำเนินการที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ เอกสารที่ต้องใช้ได้แก่ หนังสือรับรองบริษัท บัตรประชาชนกรรมการ สัญญาเช่าสถานประกอบการ และแผนที่ตั้ง

สินค้าและบริการที่ได้รับยกเว้น VAT

สินค้าและบริการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 แห่งประมวลรัษฎากร:

  • พืชผลทางการเกษตรที่ไม่แปรรูป: ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ปลา และอาหารสดอื่นๆ ที่ยังไม่ผ่านกระบวนการแปรรูป
  • อาหารสัตว์และปุ๋ย: อาหารเลี้ยงปศุสัตว์และปุ๋ยเพื่อการเกษตร
  • หนังสือพิมพ์ นิตยสาร และตำราเรียน: สิ่งพิมพ์เพื่อการศึกษาและข่าวสาร
  • บริการสาธารณสุข: การรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลรัฐและเอกชนที่ได้รับอนุญาต (แต่ค่าบริการที่ไม่เกี่ยวกับการรักษาอาจมี VAT)
  • บริการศึกษา: ค่าเล่าเรียนของสถานศึกษาทั้งรัฐและเอกชน
  • การขนส่งในประเทศ: รถประจำทาง รถไฟ เรือ (แต่ไม่รวมเครื่องบินซึ่งต้องเสีย VAT)
  • การให้เช่าอสังหาริมทรัพย์: ค่าเช่าที่อยู่อาศัยและพาณิชย์ (แต่ไม่รวมโรงแรม/เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ที่เข้าพักน้อยกว่า 30 วัน)
  • บริการทางการเงิน: ดอกเบี้ยเงินฝาก เบี้ยประกันชีวิต และค่าธรรมเนียมธนาคารบางประเภท
  • บริการของส่วนราชการ: ค่าธรรมเนียมและบริการจากหน่วยงานรัฐ

ธุรกิจที่ให้บริการเฉพาะสินค้าหรือบริการที่ได้รับยกเว้น VAT ไม่สามารถจดทะเบียน VAT และไม่สามารถขอคืนภาษีซื้อได้ หากธุรกิจมีทั้งรายการที่ต้องเสีย VAT และรายการที่ได้รับยกเว้น จะต้องเฉลี่ยภาษีซื้อตามสัดส่วน

วิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม

การคำนวณ VAT ไทยมี 2 กรณีหลัก:

กรณีเพิ่ม VAT เข้าไปในราคา (รู้ราคาก่อน VAT):

ยอด VAT = ราคาก่อน VAT x 0.07

ราคารวม VAT = ราคาก่อน VAT x 1.07

กรณีถอด VAT ออกจากราคา (รู้ราคารวม VAT):

ราคาก่อน VAT = ราคารวม VAT / 1.07

ยอด VAT = ราคารวม VAT - ราคาก่อน VAT

ตัวอย่างที่ 1: เพิ่ม VAT

สินค้าราคา 5,000 บาท ก่อน VAT:

  • ยอด VAT = 5,000 x 0.07 = 350 บาท
  • ราคารวม VAT = 5,000 + 350 = 5,350 บาท
  • หรือคำนวณลัด: 5,000 x 1.07 = 5,350 บาท

ตัวอย่างที่ 2: ถอด VAT

ใบเสร็จรับเงินแสดงยอดรวม 10,700 บาท (รวม VAT แล้ว):

  • ราคาก่อน VAT = 10,700 / 1.07 = 10,000 บาท
  • ยอด VAT = 10,700 - 10,000 = 700 บาท

ข้อควรระวัง: อย่าคำนวณ VAT โดยนำ 10,700 x 0.07 = 749 บาท เพราะเป็นวิธีที่ผิด เนื่องจาก 10,700 เป็นราคาที่รวม VAT แล้ว ต้องหารด้วย 1.07 ก่อนเสมอ

ตัวอย่างที่ 3: ใบแจ้งหนี้งานบริการ

ฟรีแลนซ์ออกแบบเรียกค่าบริการ 25,000 บาท (ก่อน VAT):

  • ยอด VAT = 25,000 x 0.07 = 1,750 บาท
  • ยอดรวมในใบแจ้งหนี้ = 25,000 + 1,750 = 26,750 บาท
  • ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (3% สำหรับค่าบริการ) = 25,000 x 0.03 = 750 บาท
  • ยอดที่ได้รับจริง = 26,750 - 750 = 26,000 บาท

ใบกำกับภาษี (Tax Invoice)

ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) คือเอกสารที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องออกให้ผู้ซื้อเมื่อขายสินค้าหรือให้บริการ เป็นหลักฐานว่าได้มีการเรียกเก็บ VAT และเป็นเอกสารสำคัญที่ผู้ซื้อจะใช้ในการขอคืนภาษีซื้อ

ใบกำกับภาษีที่ถูกต้องต้องมีรายละเอียดดังนี้:

  • คำว่า "ใบกำกับภาษี" หรือ "Tax Invoice" แสดงอย่างชัดเจน
  • ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของผู้ขาย
  • ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ซื้อ
  • เลขที่ใบกำกับภาษี (เรียงลำดับต่อเนื่อง)
  • วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี
  • รายละเอียดและจำนวนสินค้าหรือบริการ
  • ราคาก่อน VAT จำนวน VAT และราคารวม VAT

ใบกำกับภาษีมี 2 ประเภท: ใบกำกับภาษีเต็มรูป ที่ต้องใช้สำหรับการซื้อขายระหว่างธุรกิจ (B2B) และการขอคืนภาษีซื้อ กับ ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ที่ใช้สำหรับการขายปลีกให้ผู้บริโภคทั่วไป โดยไม่ต้องระบุรายละเอียดผู้ซื้อ

ผู้ประกอบการต้องเก็บรักษาสำเนาใบกำกับภาษีทั้งที่ออกและที่ได้รับไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี การไม่ออกใบกำกับภาษีหรือออกไม่ถูกต้องอาจถูกปรับสูงสุด 2,000 บาทต่อครั้ง พร้อมเงินเพิ่ม

การยื่นแบบและชำระ VAT (ภ.พ.30)

ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.30 เป็นรายเดือน กำหนดยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป เช่น VAT ของเดือนมกราคม ต้องยื่นและชำระภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์

การยื่นออนไลน์ผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร (rd.go.th) จะได้รับขยายเวลาอีก 8 วัน ทำให้กำหนดยื่นจริงคือวันที่ 23 ของเดือนถัดไป

แบบ ภ.พ.30 ต้องกรอกข้อมูลดังนี้:

  • ภาษีขาย (Output VAT): ยอดรวม VAT ที่เรียกเก็บจากการขายสินค้า/บริการในเดือนนั้น
  • ภาษีซื้อ (Input VAT): ยอดรวม VAT ที่จ่ายสำหรับการซื้อสินค้า/บริการเพื่อธุรกิจในเดือนนั้น
  • ภาษีที่ต้องชำระ: ภาษีขาย ลบ ภาษีซื้อ (หากเป็นบวกต้องชำระส่วนต่าง หากเป็นลบสามารถขอคืนหรือยกไปเดือนถัดไป)

การยื่นล่าช้ามีเบี้ยปรับ 1.5% ต่อเดือนของ VAT ที่ค้างชำระ พร้อมค่าปรับตั้งแต่ 200 บาทถึง 2,000 บาทขึ้นอยู่กับความรุนแรง การหลีกเลี่ยงภาษีโดยเจตนามีโทษทางอาญาถึงจำคุก

เคล็ดลับ VAT สำหรับผู้ประกอบการ

  1. ขอใบกำกับภาษีทุกครั้งเมื่อซื้อสินค้า/บริการเพื่อธุรกิจ หากไม่มีใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง จะไม่สามารถขอคืนภาษีซื้อได้ ทำให้ต้นทุนธุรกิจสูงขึ้น
  2. จัดระบบเอกสารใบกำกับภาษีซื้อและขายให้เป็นระเบียบ จัดทำรายงานภาษีซื้อและรายงานภาษีขายตามที่กฎหมายกำหนด จะช่วยให้ยื่นแบบ ภ.พ.30 ง่ายขึ้น และพร้อมรับการตรวจสอบจากสรรพากร
  3. ยื่นแบบตรงเวลาทุกเดือน แม้เดือนนั้นไม่มีรายการซื้อขาย ก็ต้องยื่นแบบเปล่า (ภาษี 0 บาท) เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับ
  4. ทำความเข้าใจข้อจำกัดของภาษีซื้อ VAT ที่จ่ายไปบางรายการไม่สามารถขอคืนได้ เช่น ค่ารับรอง ค่าใช้จ่ายส่วนตัว และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์บางกรณี ศึกษาแนวปฏิบัติจากกรมสรรพากร
  5. พิจารณาจดทะเบียนสมัครใจแม้รายได้ยังไม่ถึง 1.8 ล้านบาท หากลูกค้าส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่จดทะเบียน VAT จะเลือกซื้อจากผู้ขายที่ออกใบกำกับภาษีได้ เพื่อนำไปขอคืนภาษีซื้อ
  6. ใช้โปรแกรมบัญชีที่รองรับระบบ VAT ไทย ช่วยลดข้อผิดพลาดในการออกใบกำกับภาษีและทำรายงานภาษีรายเดือน
  7. วางแผนกระแสเงินสด VAT ที่เรียกเก็บจากลูกค้าไม่ใช่รายได้ของคุณ ควรแยกเงิน VAT ไว้ในบัญชีต่างหากเพื่อให้มีเงินพร้อมชำระเมื่อถึงกำหนดยื่นแบบ

ข้อควรระวัง

  • เครื่องมือนี้ใช้อัตรา VAT มาตรฐาน 7% สินค้าและบริการบางรายการได้รับยกเว้นหรือเสียภาษีอัตรา 0%
  • ผลการคำนวณเป็นเพียงการอ้างอิง สำหรับการทำบัญชีธุรกิจจริง ควรใช้ใบกำกับภาษีที่ถูกต้องและปรึกษาผู้สอบบัญชี
  • อัตรา 7% คงอยู่โดยพระราชกฤษฎีกาที่ได้รับการต่ออายุเป็นระยะ แม้ใช้มาตั้งแต่ปี 2542 แต่อาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต
  • VAT นำเข้าคำนวณจากมูลค่า CIF (ราคาสินค้า + ค่าประกัน + ค่าขนส่ง) บวกอากรขาเข้า ไม่ใช่เฉพาะราคาซื้อ
  • บริการดิจิทัลจากบริษัทต่างประเทศที่ให้บริการแก่ผู้บริโภคไทย ต้องเสีย VAT ตามกฎ e-Service ตั้งแต่กันยายน 2564

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

คำถามที่พบบ่อย

อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในประเทศไทยเท่าไร?

อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยคือ 7% โดยอัตรานี้ใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 เมื่อรัฐบาลลดจากอัตราตามกฎหมาย 10% ผ่านพระราชกฤษฎีกา ซึ่งได้รับการต่ออายุมาอย่างต่อเนื่อง อัตรา 7% แบ่งเป็น 6.3% เข้ารัฐบาลกลาง และ 0.7% เข้าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

วิธีคำนวณเพิ่ม VAT 7% เข้าไปในราคาทำอย่างไร?

นำราคาก่อน VAT คูณ 1.07 เช่น ราคาสินค้า 1,000 บาท: VAT = 1,000 x 0.07 = 70 บาท ราคารวม VAT = 1,000 x 1.07 = 1,070 บาท หรือจะคำนวณ VAT แยก (ราคา x 0.07) แล้วบวกเข้ากับราคาเดิมก็ได้

วิธีถอด VAT ออกจากราคารวม VAT ทำอย่างไร?

นำราคารวม VAT หารด้วย 1.07 เช่น ราคารวม VAT 1,070 บาท: ราคาก่อน VAT = 1,070 / 1.07 = 1,000 บาท VAT = 1,070 - 1,000 = 70 บาท ข้อควรระวัง อย่านำราคารวม VAT คูณ 0.07 โดยตรง เพราะจะได้ค่า VAT ที่สูงเกินจริง

ธุรกิจแบบไหนต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม?

ผู้ประกอบการที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากร ธุรกิจที่รายรับต่ำกว่านี้สามารถจดทะเบียนโดยสมัครใจได้ เมื่อจดทะเบียนแล้วต้องเรียกเก็บ VAT 7% จากลูกค้า ยื่นแบบ ภ.พ.30 รายเดือน และสามารถขอคืนภาษีซื้อได้

สินค้าและบริการอะไรบ้างที่ได้รับยกเว้น VAT?

สินค้าและบริการที่ยกเว้น VAT ได้แก่ สินค้าเกษตรที่ไม่แปรรูป (ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ปลาสด) อาหารสัตว์ ปุ๋ย หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ตำราเรียน บริการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลรัฐ บริการศึกษา การขนส่งในประเทศ (รถประจำทาง รถไฟ เรือ ยกเว้นเครื่องบิน) การให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ บริการทางการเงินบางประเภท และบริการของส่วนราชการ

ใบกำกับภาษีคืออะไร และต้องมีรายละเอียดอะไรบ้าง?

ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) คือเอกสารที่ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ต้องออกให้ผู้ซื้อเมื่อขายสินค้าหรือบริการ ต้องมีรายละเอียด: คำว่า "ใบกำกับภาษี" ชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขายและผู้ซื้อ เลขที่ใบกำกับภาษี วันที่ออก รายละเอียดสินค้า/บริการ ราคาก่อน VAT จำนวน VAT และราคารวม VAT ใบกำกับภาษีที่ถูกต้องจำเป็นสำหรับการขอคืนภาษีซื้อ

กำหนดยื่นแบบ ภ.พ.30 เมื่อไร?

ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 และชำระภาษีภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป เช่น VAT เดือนมกราคม ต้องยื่นภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ หากยื่นออนไลน์ผ่านเว็บกรมสรรพากร (rd.go.th) จะได้ขยายเวลาอีก 8 วัน ยื่นล่าช้ามีเบี้ยปรับ 1.5% ต่อเดือนของ VAT ที่ค้างชำระ และค่าปรับเพิ่มเติม

นักท่องเที่ยวขอคืน VAT ได้ไหม?

ได้ นักท่องเที่ยวสามารถขอคืน VAT สำหรับสินค้าที่ซื้อจากร้านค้าที่มีป้าย "VAT Refund for Tourists" เงื่อนไข: ซื้อสินค้าขั้นต่ำ 2,000 บาทต่อร้านต่อวัน ยอดรวมทั้งหมดไม่น้อยกว่า 5,000 บาท ต้องนำสินค้าออกนอกประเทศภายใน 60 วัน และต้องแสดงสินค้าพร้อมแบบ ภ.พ.10 ที่เคาน์เตอร์คืนภาษีที่สนามบินก่อนออกเดินทาง จะได้รับคืน VAT 7% หักค่าธรรมเนียม

เครื่องมือที่เกี่ยวข้อง